|
แม่เจ้าบัวเขียว ในกาลอันแสนนานที่ผ่านไปแต่ไม่นานจนลืมเลือน โดยเฉพาะเรื่องราวลือเลื่องเสมอด้วยตำนานกล่าวขานถึงความรักระหว่างเจ้านายผู้สูงศักดิ์ กับ ธิดาของสามัญชน นามว่าบัวเขียว แห่งบ้านทุ่งเสี้ยว อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็น “ ชุมชนไตเขิน ” ผู้ถูกกวาดต้นเทครัวมาสู่เมืองเชียงใหม่ สมัยเจ้ากาวิละ ผู้เป็นต้นราชวงศ์ “ เจ้าเจ็ดตน ” รบพุ่งทำศึกกับพม่าเมื่อราว พ.ศ.๒๓๔๗ - ๒๓๕๓ โดยทรงเทครัวผู้คนมาสู่เชียงใหม่ถึง ๓ ระลอกด้วยกัน
ครั้นมาถึงวันหนึ่ง วันที่พาชะตาชีวิตของบัวเขียวสู่พรหมลิขิตที่คอยท่าบังเอิญเจ้าอินทนนท์นั่งช้างผ่านมา ปรารถนาจะแวะชมตลาดทุ่งเสี้ยว เมื่อช้างเลี้ยวเข้าไปเทียบ เจ้าชายหนุ่มใหญ่จึงลงไปเดิมพร้อมบริวารติดตามเป็นขบวน ก็พลันประสบพบพักตร์ของสาวน้อย ผิวพรรณหมดจด ดวงตาดำขลับงดงาม เส้นผมเป็นเงามัน แม้มิอยากจะยกให้ – แต่ไหนเลยจะขัดได้ – จึงจำใจจำเป็น – เนื่องด้วยความเป็นเจ้าเป็นนายสู่ขอแล้วจึงพาไปอยู่คุ้มที่เชียงใหม่ ต่อจากนั้นไม่นานนัก หม่อมบัวเขียวก็ให้กำเนิดบุตรสองคนนามว่า อินทแก้ว และเจ้าจอมจันทร์ ระหว่างที่ความรักกำลังเปล่งสีสันงอกงาม เจ้าราชวงศ์อินทนนท์กับแม่เจ้าบัวเขียว ก็มักจะนั่งช้างจากบ้านเวียง กลับไปบ้านทุ่งเสี้ยว ไปคุมคนบุกเบิกผืนนา แถวอำเภอสันป่าตอง วันละ ๒ ไร่บ้าง ๕ ไร่บ้าง ให้กว้างออกไป จนได้เนื้อที่ ๑๘๙ ไร่ เจ้าอินทนนท์ และหม่อมบัวเขียว เบิกบานหวานชื่นจากความรักตื่นเต้นเพียงมินาน ก็ถึงวันที่โชคชะตาผันแปร ความไม่แน่นอนแสดงฤทธิ์ พลิกจากความมั่นคงเป็นคลอนแคลน เริ่มด้วยงานแห่ครัวท่านของราชสำนักเชียงใหม่ อันมีเจ้านายฝ่ายเหนือมาชุมนุมกันพร้อมพรั่ง ตั้งขบวนแห่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ ผู้ทรงเป็นประธานในพิธี โดยประทับ ณ พลับพลาพร้อมด้วยเจ้าอุสา เจ้าเทพไกรสร และเจ้าอุบลวรรณา พริดาทั้งสอง เจ้าอุบลวรรณาน้องคนเล็ก เข้าพิธีเสกสมรสไปก่อนหน้า จนมีบุตรกับสวามีคนหนึ่ง ทิ้งพี่นางให้เป็นโสดแต่เดียวดาย จนเจ้าหลวงทรงกังวลพระทัยเป็นยิ่งนัก เมื่อขบวนแห่ครัวทานกำลังจะผ่านหน้าพลับพลาที่ประทับ จึงออกพระโอษฐ์รับสั่งว่า เจ้าเทพไกรสรจึงทูลตอบทันใด ด้วยจับตาจับใจท่าฟ้อนนำแห่ครัวทานของเจ้าอินทนนท์ จนหนาวในอก เจ้าชายหนุ่มไว้เล็บยาว สวมแหวนเกือบทุกนิ้ว เสียบดอกไม้ที่ลานหู ดูโก๋เก๋สง่างาม ประเพณีล้านนาโบราณถือว่า ชายใดที่ฟ้อนนำแห่ครัวทานนับเป็นเกียรติ และปิติอันสูงสุด เจ้าเทพไกรสรจึงทูลตอบ “ลูกดูแล้ว เห็นแต่เจ้าราชวงศ์อินทนนท์ คนเดียวเท่านั้นเจ้า ที่น่าจะเป็นผู้ใหญ่ครอบครองบ้านเมืองต่อไปได้” เมื่อได้สดับคำของพระธิดา พระเจ้ากาวิโลรสฯ จึงทรงมีบัญชาให้ท้าวพญาผู้ใหญ่ไปเจรจาเป็นทางการ แจ้งความประสงค์ของพระองค์ให้เจ้าราชวงศ์ทราบความทั้งสิ้นว่า บัดนี้ ทรงพอพระทัยยินดีที่จะต้อนรับเจ้ามาอยู่ตำแหน่งราชบุตรเขย ขอให้ตอบมาว่า จะรับได้หรือไม่ คราวนี้ มีรับสั่งให้ท้าวพญานิมนต์พระเถระผู้ใหญ่ไปเจรจาบิณฑบาตร ให้เจ้าอินทนนท์ยอมตกลงปลงใจแต่โดยดี เจ้าอินทนนท์ไม่มีทางเลี่ยงอีกต่อไป จึงจำใจต้องยอมในที่สุด เมื่อพ่อเจ่าทรงทราบก็สุดแสนจะดีพระทัยจึงทรงมีประกาศิตให้เจ้าอินทนนท์ บวชล้างกายล้างใจ สลัดชีวิตแต่หนหลังทิ้งให้สิ้นระยะหนึ่ง ต่อจากนั้น จึงเตรียมตัวเข้าอภิเษกในฤกษ์ยามที่เจ้าหลวง รับสั่งให้โหรเมืองกำหนดทันที เจ้าราชวงศ์อินทนนท์ จึงเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นเจ้าอุปราช ความเสน่หาหวานชื่นระหว่าง เจ้าอินทนนท์ กับหม่อมบัวเขียว ก็พลันขื่นขมทันใด เจ้าเทพไกรรสจึงจัดแต่งขันคำ มีข้าวตอกดอกไม้ ส่งให้ข้าหลวงอัญเชิญมาขอสามีจากหม่อมบัวเขียวเชิงบังคับให้ตัดขาดจากความเป็นสามีภรรยากับเจ้าอินทนนท์ นับแต่นี้เป็นต้นไป ดังนั้น หม่อมบัวเขียว จึงต้องลาจากสามีแลลูกชายไปอยู่แถววัดพวกช้าง จนกระทั่งได้สามีใหม่นามว่า หนานไชย มีอาชีพเป็นหมอยาพื้นเมือง คนทั้งหลายเรียกขานว่า “พ่อเลี้ยงไชย” มีลูกชายกับหม่อมบัวเขียว ๒ คน คือ พ่อน้อยหน้อย กับพ่อน้อยคำ หลังจากได้สามีใหม่แล้วไม่นาน หม่อมก็มาซื้อที่ดินแถวบ้านฮ่อม โดยรื้อเรือนเก่าจากท่าวังตาล เวียงกุมกาม อันเป็นบ้านเดิมของหม่อม มาสร้างเรือนใหม่ ณ บ้านฮ่อมนี้ นับเป็นเรือนทรงล้านนาที่งามมาก เมื่อมาถึงปัจจุบัน เรือนมีอายุ ๑๐๐ กว่าปี มีการซ่อมแซมทะนุบำรุงอยู่เสมอ จนกระทั่งได้รับรางวัลจากสมาคมอนุรักษ์มรดกไทย ในที่สุดก็ตกเป็นมรดกของยายจันทร์เพ็ญ ชุมศิลป์ผู้เป็นหลาน แม่เจ้าเขียว มีแหวนทองสวมติดนิ้วอยู่วงหนึ่ง เป็นแหวนทองธรรมดา หากมีค่าควรเมือง เรื่องราวที่เล่าขานกันสืบมา…..ความว่าคราเมื่อพระเจ้าอินทวิชยานนท์ประทับบนพระเสลี่ยงเลียบ เวียงเชียงใหม่ เพื่อให้ราษฎรได้ชมพระบารมี ยามที่เพิ่งขึ้นครองนครเชียงใหม่สืบต่อจากพ่อเจ้าชีวิตกาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๖ แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดต้นนั้น ราษฏรต่างก็พากันไปรอสรงน้ำตามเส้นทางที่พ่อเจ้าจะเสด็จ ผ่านในหมู่คนอันขนัดแน่ไปทั้งสองฟากถนน อดีตหม่อมบัวเขียวเป็นคนหนึ่งที่ถือขันเดินออกไป เมื่อเสลี่ยงของพ่อเจ้าเคลื่อนมาถึงหม่อมจึงเผยอกายขึ้นรดน้ำสรงพระหัตถ์…ขณะนั้นตาต่อตาก็พลันสบกันอย่างอาลัย พระเจ้าอินทวิชยานนท์ จึงถอดพระธำมรงค์จากนิ้วของพระองค์ใส่ในขันของหม่อมบัวเขียวทันใด เมื่อเสด็จกลับมาถึงคุ้ม แม่เจ้าเทพไกรรสสังเกตเห็นแหวนอันตรธานไปจึงทูลถาม พระสวามีก็ทรงบ่ายเบี่ยงเลี่ยงที่จะตอบอย่างพระทัยอำพราง…..ว่า…..แหวนมันหลวมนี่หนาน้อง คงหลุดหายไปตอนสรงน้ำเป็นแน่แท้ สืบจากนั้นต่อมา…..อดีตหม่อมของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ก็ใช้ชีวิตอยู่กับพ่อเลี้ยงไชย เช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วไป กินอาหารพื้นๆ อย่างแกงฮ่อม แกงไก่ ยำยวน อันเป็นยำที่หม่อมโปรดปราน…..ถึงวันพระก็จะไปนอนที่วัดมหาวัน หากมิได้กลับทุ่งเสี้ยวอีกเลย เนื่องจากทางไกลมาก แรกทีเดียวนั้น เจ้าอินทแก้ว ( เจ้าแก้วนวรัฐ) และเจ้าจอมจันทร์ยังไม่ทราบว่ามารดาของตนคือใคร เนื่องด้วยจากกันเมื่อเยาว์วัย ครั้นเติบใหญ่ขึ้นมาจึงออกตามหาแม่ เมื่อพบแล้ว จึงนำดอกไม้ธูปเทียนไปกราบไหว้คารวะ หลังจากนั้น จึงไปมาหาสู่กันเป็นประจำ หม่อมบัวเขียวเป็นสตรีที่สงบเสงี่ยม พูดน้อย อ่อนโยน ถ่อมตน และใจบุญ…..มักทำกุศลแก่คนยากไร้ขาดแคลนเป็นเนืองนิจ เมื่อขายข้าวได้ จะนำเงินไปบริจาคให้วัด แจกทั้งเงิน แจกทั้งข้าวแก่ชาวบ้านยากจนแถบนั้น เมื่อถึงวันพระ หม่อมก็จะเรียกผู้สูงอายุที่มานอนจำศีลอยู่ตามวัดหลายต่อหลายวัด ให้มารับประทานอาหารกับท่านที่บ้านฮ่อม ถือเป็นประเพณีที่ภาคเหนือเรียกว่า “ เลี้ยงข้าวคนเฒ่าจำศีล ” บางปี ท่านถวายร่ม บางปีถวายผ้า ท่านชอบเลี้ยงทั้งพระและฆราวาส ครั้นเจ้าอินทแก้ว ได้ตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ ๙ อันเป็นองค์สุดท้ายก่อนสิ้นสุดระบบเจ้าผู้ครองนคร หม่อมจึงได้รับจากยกย่อง โดยการเรียกขานอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการว่า “แม่เจ้าบัวเขียว” ครั้นแล้ว พระราชชายาฯ ก็ทรงรดน้ำดำหัวแม่เจ้าบัวเขียวพร้อมกันกับเจ้าแก้วนวรัฐ ด้วยเคารพแม่เจ้าเสมอด้วยมารดา หลังจากพ่อเลี้ยงหนานไชย ถึงแก่กรรมไปแล้ว เจ้าแก้วนวรัฐ จึงพาแม่เจ้าบัวเขียวกลับมาอยู่ด้วยกัน ณ คุ้มรินแก้ว แล้วสร้างบ้านใหม่ให้แม่เจ้าอยู่ ที่ดินที่สร้างบ้านหลังนี้ เป็นที่ดินอยู่ทางทิศเหนือของคุ้มรินแก้ว ริมถนนห้วยแก้ว ด้วยหวังจะตอบแทนพระคุณ ให้แม่เจ้าอยู่สบายในนั้นปลายอายุขัย แต่แม่เจ้าเป็นผู้มีร่างกาย และดวงใจที่แข็งแรง ด้วยความมักน้อยนั้นเอง แม้สูงอายุเท่าใด ก็ไม่เคยเลยที่จะพลัดตกหกล้ม เดินเองได้อย่างสบายโดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า มีเพียงหลานสาวนาม จันทร์เพ็ญ บุตรีคนที่ ๓ ของพ่อน้อยหน้อย ลูกชายของแม่เจ้าที่เกิดกับหนาไชย คอยเอาใจใส่ปรนนิบัติ อาบน้ำให้ ซักผ้ารีดผ้าให้ ยามใดลมขึ้น ก็หายาเม็ดกับน้ำร้อนมาให้รับประทาน เพียงครู่เดียวก็หายสบายดี ส่วนใหญ่ แม่เจ้าจะไม่ค่อยเอ่ยปาก มิว่าพอใจหรือไม่ มักนั่งนิ่งๆ อยู่เสมอ นอกจากเหลืออด เหลือทน หากรักบริวารคนใดมาก็ไม่อยากให้อย่างตัว ถึงกับไม่ยอมให้ไปเรียนหนังสือ ดังเช่นรักหลานจันทร์เพ็ญ ก็เก็บไว้ใกล้ชิด จันทร์เพ็ญก็เลยต้องอ่านเขียนเรียนเอาเอง ในที่สุด แม่เจ้าบัวเขียว ก็ถึงคราวย้ายจากคุ้มรินแก้วไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่บุตรชาย คือ เจ้าแก้วนวรัฐ สร้างให้ เป็นบ้านไม้สองชั้น ใต้ถุนสูงและโปร่ง มีระเบียงชั้นบนรายรอบ เว้นเพียงด้านเดียว คือ ด้านตะวันตก ภายในบริเวณ มีต้นเฮือดสูงใหญ่ แม่เจ้าจึงใช้ชีวิตอย่างสงบในบ้านนี้สืบมาอีก ๓ ปี วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ เป็นวันสิ้นพระชนม์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ผู้ทรงได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ให้เสด็จกลับมาประทับที่เชียงใหม่ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๕๗ เป็นการถาวร โดยเสด็จไป – กลับ เชียงใหม่-กรุงเทพฯ จำเพาะคราว ดังเช่น เสด็จไปในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา หากก็จะประทับอยู่ยาวนานพอสมควร แล้วจึงเสด็จกลับเชียงใหม่…..ประทับ ณ พระตำหนักดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม อันเป็นตำหนักที่ประทับอย่างสงบในนั้นปลายพระชนมชีพ…..ทรงเริ่มประชวรพระโรคปับผาสะพิการ (โรคปอด) แล้วสิ้นพระชนม์ลงในยามนั้น เมื่อแม่เจ้าบัวเขียว ทราบข่าวพระราชชายาฯ ทรงพระประชวรนั้น เจ้าแก้วนรัฐ เป็นผู้เชิญเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มาประทับ ณ คุ้มรินแก้วแล้ว เพื่อสะดวกแก่การรักษาพยาบาล แม่เจ้าบัวเขียว จึงมีโอกาสเยี่ยมไข้พระธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ อดีตพระสวามีเป็นครั้งสุดท้ายภายหลังจากนั้นเพียง ๒ เดือน แม่เจ้าบัวเขียว ก็ถึงแก่มรณกรรมด้วยโรคชรา โดยมีอาการเป็นลมใจสั่น ล่วงหน้าเพียงเล็กน้อย สิริรวมอายุครบ ๘๙ ต่อ ๙๐ ปี แม่เจ้าบัวเขียวละทิ้งสังขารอย่างสงบ นับแต่ชะตากรรมนำไป จนเกิดเหตุใหญ่ในชีวิต แม่เจ้าก็หลีกเลี่ยง ที่จะใกล้ชิดเจ้านาย เพียรถ่อมกายถ่อมใจจนลมหายใจสุดท้ายอย่างสมถะ มีเพียงเมรุเผาศพเท่านั้น ที่ใช้เมรุเดียวกันกับพระราชชายาเจ้าดารารรัศมี ร่างอันไร้วิญญาณของแม่เจ้านอนนิ่งอยู่ในหีบกำมะหยี่ มีหีบทองสวมไว้ เมื่อยามเผาจริงหีบกำมะหยี่ก็มอดไหม้ไปพร้อมกับเรือนกายอั้นครั้งหนึ่งเคยลือชาในความงาม “งามดังจะอยวาส” งามประหลาดราวร่วงหล่นลงจากฟ้าของสาวงามแห่ง บ้านทุ่งเสี้ยว ผู้มีทางเลี้ยวโค้งหักเหในชีวิตดุจนิยายลิขิตแห่งฟ้าดินส่งท่านมาให้เป็นมารดาของ พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๙ ที่มา : ขัตติยานีศรีล้านนา
|
แม่เจ้าบัวเขียว


