หน้าแรก แม่เจ้าบัวเขียว

 

แม่เจ้าบัวเขียว

          ในกาลอันแสนนานที่ผ่านไปแต่ไม่นานจนลืมเลือน โดยเฉพาะเรื่องราวลือเลื่องเสมอด้วยตำนานกล่าวขานถึงความรักระหว่างเจ้านายผู้สูงศักดิ์ กับ ธิดาของสามัญชน นามว่าบัวเขียว แห่งบ้านทุ่งเสี้ยว อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็น “ ชุมชนไตเขิน ” ผู้ถูกกวาดต้นเทครัวมาสู่เมืองเชียงใหม่   สมัยเจ้ากาวิละ   ผู้เป็นต้นราชวงศ์   “ เจ้าเจ็ดตน ”    รบพุ่งทำศึกกับพม่าเมื่อราว พ.ศ.๒๓๔๗ - ๒๓๕๓ โดยทรงเทครัวผู้คนมาสู่เชียงใหม่ถึง ๓ ระลอกด้วยกัน

 


          ครอบครัวนายน้อยดี   และแม่กาบแก้ว คือหนึ่งในนับร้อยครัวชาวเขินที่เมื่อมาถึงเชียงใหม่ก็กระจายกันไปตั้งเรือนชานเป็นชุมชน   ทั้งในเวียงและนอกเวียง   นอกเวียงก็มีอำเภอสันป่าตอง สันกำแพง หางดง ดอยสะเก็ด แบ่งกันเป็นเขตๆ ตามเผ่าพันธุ์ บ้านดงก๋ำ อันเป็นเขตของไตเขิน อยู่บนฝั่งน้ำแม่ขานด้านตะวันตก ที่เดิมเป็นป่าสัก อุดมด้วยต้นสักสูงใหญ่มากมาย อายุนับร้อยปี เมื่อข้ามน้ำแม่ขานไปทางตะวันออกจึงถึงวัดทุ่งเสี้ยว ที่มีแม่น้ำผ่านทางด้านหลังข้ามน้ำไปหน่อยหนึ่งจึงถึงบ้านของสาวงามนามว่า  บัวเขียว 
พ่อน้อยดี  แม่กาบแก้ว  เป็นคหบดีมีฐานะ ผู้คนนับหน้าถือตาทั่วไป มีลูกชาย ๒ ลูกหญิง ๑ ลูกชายคนโตชื่อ นายบุญปั๋น  คนกลางเป็นกำนัน  ผู้ใหญ่บ้านนามว่า  ท้าวด้วง  ตำแหน่ง “พ่อหลวง”ของชุมชน
ส่วนลูกคนสุดท้องเป็นหญิง งามราวร่วงหล่นลงจากฟ้า “ ดังจะอยวาด” งามประหลาดขจรขจาย เป็นที่หมายปองของหนุ่มเหน้าถ้วนหน้า  เรือนของนาง  ณ ทุ่งเสี้ยว  จึงมีผู้คนเวียนมามิขาดได้อีกทั้ง วัดทุ่งเสี้ยว ยังเป็นวัดที่เจ้านายต้องไปทอดกฐินทอดผ้าป่าประจำปี นางจึงต้องช่วยบิดา มารดา และพี่ชายรับแขก ตั้งแต่เจ้านายลงไปจนถึงสามัญชน บางหนบางคราว นางก็กลายเป็นช่างฟ้อน ฟ้อนไปด้วยกับสาวอื่น เป็นที่ชื่นชมหลงไหลของหนุ่มใหญ่หนุ่มน้อยมากหน้าหลายตา

          ครั้นมาถึงวันหนึ่ง วันที่พาชะตาชีวิตของบัวเขียวสู่พรหมลิขิตที่คอยท่าบังเอิญเจ้าอินทนนท์นั่งช้างผ่านมา ปรารถนาจะแวะชมตลาดทุ่งเสี้ยว เมื่อช้างเลี้ยวเข้าไปเทียบ เจ้าชายหนุ่มใหญ่จึงลงไปเดิมพร้อมบริวารติดตามเป็นขบวน ก็พลันประสบพบพักตร์ของสาวน้อย ผิวพรรณหมดจด ดวงตาดำขลับงดงาม เส้นผมเป็นเงามัน
นับแต่นั้นเป็นต้นมา  เจ้าราชวงศ์อินทนนท์  ก็พลันตกหลุมเสน่หาจนเกินกว่าจะถ่ายถอน แม้มีชายา และหม่อมแล้วถึงห้าคน มีลูกแล้วถึงเจ็ดคน แต่เจ้าอินทนนท์ก็เอ่ยปากขอบุตรีงามนาม       บัวเขียว จากพ่อน้อยดี แม่กาบแก้ว หลังจากไปมาหาสู่แล้วพักหนึ่ง

          แม้มิอยากจะยกให้ – แต่ไหนเลยจะขัดได้ – จึงจำใจจำเป็น – เนื่องด้วยความเป็นเจ้าเป็นนายสู่ขอแล้วจึงพาไปอยู่คุ้มที่เชียงใหม่  ต่อจากนั้นไม่นานนัก หม่อมบัวเขียวก็ให้กำเนิดบุตรสองคนนามว่า    อินทแก้ว     และเจ้าจอมจันทร์   ระหว่างที่ความรักกำลังเปล่งสีสันงอกงาม  เจ้าราชวงศ์อินทนนท์กับแม่เจ้าบัวเขียว ก็มักจะนั่งช้างจากบ้านเวียง กลับไปบ้านทุ่งเสี้ยว ไปคุมคนบุกเบิกผืนนา แถวอำเภอสันป่าตอง วันละ ๒ ไร่บ้าง ๕ ไร่บ้าง ให้กว้างออกไป จนได้เนื้อที่ ๑๘๙ ไร่

          เจ้าอินทนนท์ และหม่อมบัวเขียว เบิกบานหวานชื่นจากความรักตื่นเต้นเพียงมินาน ก็ถึงวันที่โชคชะตาผันแปร ความไม่แน่นอนแสดงฤทธิ์ พลิกจากความมั่นคงเป็นคลอนแคลน  เริ่มด้วยงานแห่ครัวท่านของราชสำนักเชียงใหม่ อันมีเจ้านายฝ่ายเหนือมาชุมนุมกันพร้อมพรั่ง ตั้งขบวนแห่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ ผู้ทรงเป็นประธานในพิธี โดยประทับ ณ พลับพลาพร้อมด้วยเจ้าอุสา เจ้าเทพไกรสร และเจ้าอุบลวรรณา พริดาทั้งสอง

          เจ้าอุบลวรรณาน้องคนเล็ก เข้าพิธีเสกสมรสไปก่อนหน้า จนมีบุตรกับสวามีคนหนึ่ง ทิ้งพี่นางให้เป็นโสดแต่เดียวดาย จนเจ้าหลวงทรงกังวลพระทัยเป็นยิ่งนัก

          เมื่อขบวนแห่ครัวทานกำลังจะผ่านหน้าพลับพลาที่ประทับ จึงออกพระโอษฐ์รับสั่งว่า
“เจ้าเห็นชายคนไหนดีพอจะเป็นคู่กับเจ้า ก็จงเลือกเอาตามแต่จะเห็นว่าเหมาะควร”

         เจ้าเทพไกรสรจึงทูลตอบทันใด ด้วยจับตาจับใจท่าฟ้อนนำแห่ครัวทานของเจ้าอินทนนท์ จนหนาวในอก เจ้าชายหนุ่มไว้เล็บยาว สวมแหวนเกือบทุกนิ้ว  เสียบดอกไม้ที่ลานหู ดูโก๋เก๋สง่างาม

         ประเพณีล้านนาโบราณถือว่า  ชายใดที่ฟ้อนนำแห่ครัวทานนับเป็นเกียรติ  และปิติอันสูงสุด  เจ้าเทพไกรสรจึงทูลตอบ “ลูกดูแล้ว เห็นแต่เจ้าราชวงศ์อินทนนท์ คนเดียวเท่านั้นเจ้า ที่น่าจะเป็นผู้ใหญ่ครอบครองบ้านเมืองต่อไปได้”

          เมื่อได้สดับคำของพระธิดา พระเจ้ากาวิโลรสฯ  จึงทรงมีบัญชาให้ท้าวพญาผู้ใหญ่ไปเจรจาเป็นทางการ แจ้งความประสงค์ของพระองค์ให้เจ้าราชวงศ์ทราบความทั้งสิ้นว่า

          บัดนี้ ทรงพอพระทัยยินดีที่จะต้อนรับเจ้ามาอยู่ตำแหน่งราชบุตรเขย ขอให้ตอบมาว่า จะรับได้หรือไม่
 เจ้าราชวงศ์อินทนนท์ได้ฟังแต่แรกก็ใจสั่น ด้วยมิเคยคาดฝันมาก่อน ก็เอาแต่วิตกพรั่นพรึงกินไม่ได้นอนไม่หลับ ครั้นแล้วจึงตัดสินใจตอบกลับว่า มิกล้าสนองความปรารถนาของพ่อเจ้า แต่อย่างใด เนื่องด้วยตนเองมีชายา และหม่อมแล้วหลายคน ลูกก็มีแล้วถึง ๙ คน เกรงจะเป็นการมิบังควร
 ท้าวพญาฟังความดังนั้นแล้ว จึงนำคำตอบของเจ้าอินทนนท์ไปกราบทูลพ่อเจ้าให้ทรงทราบมีหรือพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์จะทรงยินยอม จึงหาทางอ้อมค้อมสืบไป

          คราวนี้    มีรับสั่งให้ท้าวพญานิมนต์พระเถระผู้ใหญ่ไปเจรจาบิณฑบาตร   ให้เจ้าอินทนนท์ยอมตกลงปลงใจแต่โดยดี

          เจ้าอินทนนท์ไม่มีทางเลี่ยงอีกต่อไป จึงจำใจต้องยอมในที่สุด  เมื่อพ่อเจ่าทรงทราบก็สุดแสนจะดีพระทัยจึงทรงมีประกาศิตให้เจ้าอินทนนท์ บวชล้างกายล้างใจ สลัดชีวิตแต่หนหลังทิ้งให้สิ้นระยะหนึ่ง ต่อจากนั้น จึงเตรียมตัวเข้าอภิเษกในฤกษ์ยามที่เจ้าหลวง รับสั่งให้โหรเมืองกำหนดทันที เจ้าราชวงศ์อินทนนท์ จึงเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นเจ้าอุปราช

          ความเสน่หาหวานชื่นระหว่าง    เจ้าอินทนนท์  กับหม่อมบัวเขียว    ก็พลันขื่นขมทันใด  เจ้าเทพไกรรสจึงจัดแต่งขันคำ มีข้าวตอกดอกไม้ ส่งให้ข้าหลวงอัญเชิญมาขอสามีจากหม่อมบัวเขียวเชิงบังคับให้ตัดขาดจากความเป็นสามีภรรยากับเจ้าอินทนนท์ นับแต่นี้เป็นต้นไป

          ดังนั้น หม่อมบัวเขียว จึงต้องลาจากสามีแลลูกชายไปอยู่แถววัดพวกช้าง จนกระทั่งได้สามีใหม่นามว่า หนานไชย มีอาชีพเป็นหมอยาพื้นเมือง คนทั้งหลายเรียกขานว่า “พ่อเลี้ยงไชย” มีลูกชายกับหม่อมบัวเขียว ๒ คน คือ พ่อน้อยหน้อย กับพ่อน้อยคำ

          หลังจากได้สามีใหม่แล้วไม่นาน  หม่อมก็มาซื้อที่ดินแถวบ้านฮ่อม โดยรื้อเรือนเก่าจากท่าวังตาล เวียงกุมกาม อันเป็นบ้านเดิมของหม่อม มาสร้างเรือนใหม่ ณ บ้านฮ่อมนี้ นับเป็นเรือนทรงล้านนาที่งามมาก เมื่อมาถึงปัจจุบัน เรือนมีอายุ ๑๐๐ กว่าปี มีการซ่อมแซมทะนุบำรุงอยู่เสมอ จนกระทั่งได้รับรางวัลจากสมาคมอนุรักษ์มรดกไทย ในที่สุดก็ตกเป็นมรดกของยายจันทร์เพ็ญ ชุมศิลป์ผู้เป็นหลาน

          แม่เจ้าเขียว มีแหวนทองสวมติดนิ้วอยู่วงหนึ่ง เป็นแหวนทองธรรมดา หากมีค่าควรเมือง เรื่องราวที่เล่าขานกันสืบมา…..ความว่าคราเมื่อพระเจ้าอินทวิชยานนท์ประทับบนพระเสลี่ยงเลียบ เวียงเชียงใหม่ เพื่อให้ราษฎรได้ชมพระบารมี ยามที่เพิ่งขึ้นครองนครเชียงใหม่สืบต่อจากพ่อเจ้าชีวิตกาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๖ แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดต้นนั้น ราษฏรต่างก็พากันไปรอสรงน้ำตามเส้นทางที่พ่อเจ้าจะเสด็จ ผ่านในหมู่คนอันขนัดแน่ไปทั้งสองฟากถนน อดีตหม่อมบัวเขียวเป็นคนหนึ่งที่ถือขันเดินออกไป เมื่อเสลี่ยงของพ่อเจ้าเคลื่อนมาถึงหม่อมจึงเผยอกายขึ้นรดน้ำสรงพระหัตถ์…ขณะนั้นตาต่อตาก็พลันสบกันอย่างอาลัย พระเจ้าอินทวิชยานนท์ จึงถอดพระธำมรงค์จากนิ้วของพระองค์ใส่ในขันของหม่อมบัวเขียวทันใด

          เมื่อเสด็จกลับมาถึงคุ้ม แม่เจ้าเทพไกรรสสังเกตเห็นแหวนอันตรธานไปจึงทูลถาม พระสวามีก็ทรงบ่ายเบี่ยงเลี่ยงที่จะตอบอย่างพระทัยอำพราง…..ว่า…..แหวนมันหลวมนี่หนาน้อง คงหลุดหายไปตอนสรงน้ำเป็นแน่แท้
แต่เจ้าเทพไกรรสหรือจะเชื่อคำ นางเมืองแอบสั่งพนักงานออกตามหา…..ประกาศก้องแถมไว้ว่า…..ถ้าพบแหวนอยู่ที่ใคร จะประหารเสียไม่เว้น  พนักงานรับคำสั่งแล้ว ช่วยกันออกตามหาแหวนของเจ้าหลวงทุกเรือนชานร้านตลาด แต่จะพานพบพระธำมรงค์ของพ่อเจ้าก็หาไม่  ที่แห่งเดียวที่พนักงานมิกล้าย่างเข้าไป ก็คือ เรือนใหญ่ของหม่อมบัวเขียว 

          สืบจากนั้นต่อมา…..อดีตหม่อมของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ก็ใช้ชีวิตอยู่กับพ่อเลี้ยงไชย เช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วไป กินอาหารพื้นๆ อย่างแกงฮ่อม แกงไก่ ยำยวน อันเป็นยำที่หม่อมโปรดปราน…..ถึงวันพระก็จะไปนอนที่วัดมหาวัน หากมิได้กลับทุ่งเสี้ยวอีกเลย เนื่องจากทางไกลมาก

          แรกทีเดียวนั้น    เจ้าอินทแก้ว   ( เจ้าแก้วนวรัฐ)   และเจ้าจอมจันทร์ยังไม่ทราบว่ามารดาของตนคือใคร เนื่องด้วยจากกันเมื่อเยาว์วัย ครั้นเติบใหญ่ขึ้นมาจึงออกตามหาแม่ เมื่อพบแล้ว จึงนำดอกไม้ธูปเทียนไปกราบไหว้คารวะ หลังจากนั้น จึงไปมาหาสู่กันเป็นประจำ

          หม่อมบัวเขียวเป็นสตรีที่สงบเสงี่ยม พูดน้อย อ่อนโยน ถ่อมตน และใจบุญ…..มักทำกุศลแก่คนยากไร้ขาดแคลนเป็นเนืองนิจ เมื่อขายข้าวได้ จะนำเงินไปบริจาคให้วัด แจกทั้งเงิน แจกทั้งข้าวแก่ชาวบ้านยากจนแถบนั้น
ยามเมื่อจะแต่งกาย ก็ชอบแต่งตัวด้วยผ้าฝ้าย ต่อตีนซิ่นด้วยฝายดำไม่ขอบแต่งผ้าไหม ด้วยใจเวทนาว่า ไหมมาจากสิ่งมีชีวิต สงสารตัวไหมที่ต้องตายในน้ำเดือด ดังนั้น ตลอดชีวิตของหม่อม จึงสวมซิ่นที่ทอด้วยฝ้าย แม้ไปวัด ก็ไม่นั่งกระดานแผ่นเดียวกับพระสงฆ์  ที่นอนของหม่อมเป็นที่นอนกำมะหยี่ หม่อมสูบบุหรี่ หัวแหลม ไม่สูบบุหรี่ขี้โย เหรียญรูปีที่มี จะเรียงซ้อนกันเป็นซั้นๆ เพื่อหยิบง่ายใช่คล่อง ยามเมื่อต้องแจกจ่ายให้ผู้คน เนื่องจากหม่อมจะแจกข้าว แจกอาหาร แจกเงินทานแก่คนยากจนอยู่เนื่องๆ

          เมื่อถึงวันพระ หม่อมก็จะเรียกผู้สูงอายุที่มานอนจำศีลอยู่ตามวัดหลายต่อหลายวัด ให้มารับประทานอาหารกับท่านที่บ้านฮ่อม    ถือเป็นประเพณีที่ภาคเหนือเรียกว่า   “ เลี้ยงข้าวคนเฒ่าจำศีล ” บางปี ท่านถวายร่ม บางปีถวายผ้า ท่านชอบเลี้ยงทั้งพระและฆราวาส 

          ครั้นเจ้าอินทแก้ว ได้ตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ ๙ อันเป็นองค์สุดท้ายก่อนสิ้นสุดระบบเจ้าผู้ครองนคร หม่อมจึงได้รับจากยกย่อง โดยการเรียกขานอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการว่า “แม่เจ้าบัวเขียว”
แรกทีเดียวนั้น เมื่ออินทแก้ว หรือพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ ไปเยี่ยมมารดาที่บ้านฮ่อม ท่านขี่ช้างไปภายหลังเมื่อเชียงใหม่เจริญขึ้นมีรถยนต์ รถไปถึงที่ จึงนั่งรถยนต์ไปกราบแม่ ให้เงินเดือนแม่เจ้าเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท วันสงกรานต์ทุกๆ ปี เจ้าแก้วนวรัฐ จะต้องมารดน้ำดำหัวแม่เจ้า ณ บ้านฮ่อมเป็นประจำ มิเคยขาด  พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เสด็จจากกรุงเทพฯ มาประทับ ณ คุ้มท่าเจดีย์กิ่ว ริมแม่น้ำปิง ของเจ้าแก้วนวรัฐแล้วขณะนั้น เมื่อทรงมาเยี่ยมแม่เจ้าบัวเขียว แม่เจ้าก็จะกราบไหว้พระราชชายาฯ ก่อนทุกครั้ง จนพระราชชายาฯ ถึงแก่ทรงห้ามว่า แม่ไม่ต้องไหว้ลูก

          ครั้นแล้ว พระราชชายาฯ ก็ทรงรดน้ำดำหัวแม่เจ้าบัวเขียวพร้อมกันกับเจ้าแก้วนวรัฐ ด้วยเคารพแม่เจ้าเสมอด้วยมารดา

          หลังจากพ่อเลี้ยงหนานไชย ถึงแก่กรรมไปแล้ว เจ้าแก้วนวรัฐ จึงพาแม่เจ้าบัวเขียวกลับมาอยู่ด้วยกัน ณ คุ้มรินแก้ว แล้วสร้างบ้านใหม่ให้แม่เจ้าอยู่ ที่ดินที่สร้างบ้านหลังนี้ เป็นที่ดินอยู่ทางทิศเหนือของคุ้มรินแก้ว ริมถนนห้วยแก้ว ด้วยหวังจะตอบแทนพระคุณ ให้แม่เจ้าอยู่สบายในนั้นปลายอายุขัย  แต่แม่เจ้าเป็นผู้มีร่างกาย และดวงใจที่แข็งแรง ด้วยความมักน้อยนั้นเอง แม้สูงอายุเท่าใด ก็ไม่เคยเลยที่จะพลัดตกหกล้ม เดินเองได้อย่างสบายโดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า มีเพียงหลานสาวนาม จันทร์เพ็ญ บุตรีคนที่ ๓  ของพ่อน้อยหน้อย ลูกชายของแม่เจ้าที่เกิดกับหนาไชย คอยเอาใจใส่ปรนนิบัติ อาบน้ำให้ ซักผ้ารีดผ้าให้ ยามใดลมขึ้น ก็หายาเม็ดกับน้ำร้อนมาให้รับประทาน เพียงครู่เดียวก็หายสบายดี

          ส่วนใหญ่ แม่เจ้าจะไม่ค่อยเอ่ยปาก มิว่าพอใจหรือไม่ มักนั่งนิ่งๆ อยู่เสมอ นอกจากเหลืออด เหลือทน หากรักบริวารคนใดมาก็ไม่อยากให้อย่างตัว ถึงกับไม่ยอมให้ไปเรียนหนังสือ ดังเช่นรักหลานจันทร์เพ็ญ ก็เก็บไว้ใกล้ชิด จันทร์เพ็ญก็เลยต้องอ่านเขียนเรียนเอาเอง 

          ในที่สุด   แม่เจ้าบัวเขียว   ก็ถึงคราวย้ายจากคุ้มรินแก้วไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่บุตรชาย  คือ เจ้าแก้วนวรัฐ สร้างให้ เป็นบ้านไม้สองชั้น ใต้ถุนสูงและโปร่ง มีระเบียงชั้นบนรายรอบ เว้นเพียงด้านเดียว คือ ด้านตะวันตก  ภายในบริเวณ มีต้นเฮือดสูงใหญ่ แม่เจ้าจึงใช้ชีวิตอย่างสงบในบ้านนี้สืบมาอีก ๓ ปี

          วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ เป็นวันสิ้นพระชนม์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ผู้ทรงได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ให้เสด็จกลับมาประทับที่เชียงใหม่ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๕๗ เป็นการถาวร โดยเสด็จไป – กลับ เชียงใหม่-กรุงเทพฯ จำเพาะคราว ดังเช่น เสด็จไปในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา หากก็จะประทับอยู่ยาวนานพอสมควร แล้วจึงเสด็จกลับเชียงใหม่…..ประทับ ณ พระตำหนักดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม อันเป็นตำหนักที่ประทับอย่างสงบในนั้นปลายพระชนมชีพ…..ทรงเริ่มประชวรพระโรคปับผาสะพิการ (โรคปอด) แล้วสิ้นพระชนม์ลงในยามนั้น

          เมื่อแม่เจ้าบัวเขียว ทราบข่าวพระราชชายาฯ ทรงพระประชวรนั้น เจ้าแก้วนรัฐ เป็นผู้เชิญเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี  มาประทับ  ณ  คุ้มรินแก้วแล้ว  เพื่อสะดวกแก่การรักษาพยาบาล แม่เจ้าบัวเขียว จึงมีโอกาสเยี่ยมไข้พระธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ อดีตพระสวามีเป็นครั้งสุดท้ายภายหลังจากนั้นเพียง ๒ เดือน แม่เจ้าบัวเขียว ก็ถึงแก่มรณกรรมด้วยโรคชรา โดยมีอาการเป็นลมใจสั่น ล่วงหน้าเพียงเล็กน้อย  สิริรวมอายุครบ ๘๙ ต่อ ๙๐ ปี
แม้ในยามใกล้สิ้นใจ แม่เจ้าก็ยังรู้ตัวดียิ่งเมื่อมีผู้จออกไปรับนายแพทย์ พระพิจิตรโอสถ (รอด สุตันตานนท์)     แพทย์ผู้มีชื่อเสียงของเชียงใหม่    มาดูอาการ     ท่านก็ยังเปล่งเสียงออกมาว่า “ บ่ทันเนอ” ในที่สุดก็ไม่ทันจริงๆ 

          แม่เจ้าบัวเขียวละทิ้งสังขารอย่างสงบ    นับแต่ชะตากรรมนำไป   จนเกิดเหตุใหญ่ในชีวิต แม่เจ้าก็หลีกเลี่ยง ที่จะใกล้ชิดเจ้านาย เพียรถ่อมกายถ่อมใจจนลมหายใจสุดท้ายอย่างสมถะ มีเพียงเมรุเผาศพเท่านั้น ที่ใช้เมรุเดียวกันกับพระราชชายาเจ้าดารารรัศมี

          ร่างอันไร้วิญญาณของแม่เจ้านอนนิ่งอยู่ในหีบกำมะหยี่  มีหีบทองสวมไว้  เมื่อยามเผาจริงหีบกำมะหยี่ก็มอดไหม้ไปพร้อมกับเรือนกายอั้นครั้งหนึ่งเคยลือชาในความงาม   “งามดังจะอยวาส”

          งามประหลาดราวร่วงหล่นลงจากฟ้าของสาวงามแห่ง บ้านทุ่งเสี้ยว ผู้มีทางเลี้ยวโค้งหักเหในชีวิตดุจนิยายลิขิตแห่งฟ้าดินส่งท่านมาให้เป็นมารดาของ   พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ    เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๙
พร้อมสุขและเศร้าสุดซึ้งในความรัก ประวัติศาสตร์จำหลักไว้จนบัดนี้

        ที่มา : ขัตติยานีศรีล้านนา