หน้าแรก เจ้าหลวงเชียงใหม่ เจ้าหลวงเสฏฐีคำฝั้น (พ.ศ.๒๓๖๖ - ๒๓๖๘)

 

เจ้าหลวงเสฏฐีคำฝั้น
(พ.ศ. ๒๓๖๖ - ๒๓๖๘)
พระเจ้าเชียงใหม่ องค์ที่ ๓

 

พระญาคำฝั้น พระยาคำฟั่น เจ้าหลวงเสฏฐีคำฝั้น
เจ้าหลวงเสฏฐีคำฟั่น เจ้ามหาสุภัทรราชะ

 


ชาวบ้านเรียกว่า "เจ้าหลวงเสฏฐี" เป็นบุตรเจ้าฟ้าชายแก้วลำดับที่ ๖ ใน พ.ศ.๒๓๒๕ ดำรงตำแหน่งพระยาบุรีรัตน์เมือง เชียงใหม่ เป็นแม่ทัพปราบหัวเมืองต่าง ๆ ด้วยความเข้มแข็ง พ.ศ.๒๓๔๘ เป็นเจ้าเมืองลำพูน ต่อมาก็เลื่อนเป็น พระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่ หลังจากพระยาธัมมลังกา ถึงแก่พิราลัย พระยาคำฝั้นจึงว่าที่เจ้าเมืองจน พ.ศ.๒๓๖๖ จึงลงไปเข้าเฝ้าเพื่อรับพระราชทานเลื่อนยศเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ พระยาคำฝั้นปกครองเชียงใหม่ ๓ ปี เป็นเจ้าหลวงที่ครองเมืองระยะเวลาสั้นกว่าทุกองค์ เหตุการณ์บ้านเมืองสมัยพระยาคำฝั้น ได้เกิดเดือนร้อนเป็นกลียุค เพราะเจ้าหลวงคำฝั้น และเจ้าสุวัณณะคำมูนไม่ลงรอยกัน ขุนนางทั้งหลายเห็นว่าจะเกิดเรื่อง ไม่ดีขึ้น จึงให้ไปเชิญเจ้าดวงทิพย์ซึ่งเป็นเจ้าหลวงเมืองลำปางและเชิญเจ้าบุญมาซึ่งเป็นเจ้าหลวงเมืองลำพูนมาห้ามการวิวาท ดังนั้นใน จ.ศ.๑๑๘๕ (พ.ศ.๒๓๖๖) แรม ๔ ค่ำ เดือน ๘ เหนือ เจ้าหลวงเมืองลำปางและเจ้าหลวงเมืองลำพูนเป็นประธาน ก็ได้นำพระญาคำฝั้นไปบวชที่วัดเชียงมั่น แล้วให้ไปอยู่ที่วัดสวนดอกเชียงใหม่ ซึ่งเมื่อเมืองเชียงใหม่ขาดเจ้าหลวงเช่นนั้น บรรดาขุนนางทั้งหลายมีเจ้าอุปราชพุทธวงศ์และเจ้าสุวัณณะคำมูนเป็นประธาน ก็คิดที่จะหาผู้มีบุญมาครองเมืองเชียงใหม่ เจ้ามหาอุปราชซึ่งเป็นประธานแก่เจ้านายและเสนาอามาตย์ทั้งหลาย ได้จัดเตรียมราชรถและทูลขอเทวดา พระอินทร์ พระพรหม และเทวดาอารักษ์เสื้อเมือง และอดีตวีรบุรุษผู้เป็นหลักแก่เมืองให้ช่วยเหลือ แล้วอธิษฐานให้ราชรถเสี่ยงทายจง ไปนำเอาผู้มีบุญมาเสวยเมืองเสร็จแล้วจึงปล่อยรถม้านั้นไป โดยมีนักปราชญ์ราชบัณฑิตเสนาอามาตย์ตามหลังราชรถนั้น พร้อมกับประโคมดนตรีตามไป ราชรถเสี่ยงทายก็กระทำปทักษิณรอบเวียงหลวงสามรอบแล้วมุ่งตรงไปที่วัดสวนดอก แล้วกระทำปทักษิณรอบเจ้าคำฝั้นที่บวชอยู่นั้นสามรอบ แล้วจึงสงบนิ่งอยู่ ซึ่งจากที่ประจักษ์เช่นนั้นทำให้เห็นว่าผู้มีบุญ ที่ควรจะครองเมืองเชียงใหม่ได้นั้นก็คือภิกษุเจ้าคำฝั้น บรรดาท้าวพระญาอามาตย์ทั้งหลายจึงพร้อมกันขอให้ภิกษุเจ้าคำฝั้น ลาสิกขาบทไปเป็นเจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ต่อไป เจ้าหลวงเสฏฐีคำฝั้นถึงแก่พิราลัยในจุลศักราช ๑๑๘๖ (พ.ศ.๒๓๖๗) แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๕ เหนือ ขณะมีพระชันษาได้ ๖๗ ปี
 

 ข้อมูลจากหนังสือเจ้าหลวงเชียงใหม่ โดย เจ้าวงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่ และคณะ, ๒๕๓๙)